Mental Healthcare

ภูมิคุ้มกันทางอารมณ์

จากปัญหาความเครียดของเด็ก และนำมาสู่โรคซึมเศร้าในเด็กในประเทศไทย  ปัจจุบันมีแนวโน้มมากขึ้น  และเป็นที่ได้รับความสนใจจาก นักเรียนวัย 16 ปี  ที่เห็นคุณค่าและได้ดำเนินการเรื่องนี้มาแล้วกว่า 2 ปี  และเธอกำหนดวิชา ภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่เผชิญกับภาวะนี้  จึงใคร่ขอให้รู้จัก น้องปราชญา ศิริ์มหาอาริยโพธิ์ญา  หรือน้องญา และน้องได้ผ่านการเป็นผู้ฟังที่ดีมาจากครอบครัว  เป็นการฟังโดยไม่ตัดสิน  และเรื่องนี้เองเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีเสน่ห์ในการที่จะมีคนมาปรึกษาหารือกับเธออยู่เสมอ  แม้ว่าเธอจะมีอายุแค่เพียง 14 ปีในวันนั้น 


จากนักเรียนในรูปแบบ home school ที่มีส่วนช่วยเพื่อนนักเรียนของเธอที่มีปัญหา  ไม่ใช่แค่ home school แต่เป็นการเรียนรู้ในรูปแบบที่เป็นปัญหาค่อนข้างมาก  และเธอมีบทบาทในส่วนของการเป็นประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตบางกะปิ  และรองประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร  ที่ช่วยให้ทัศนคติของสังคมไทยในการมองปัญหาของสุขภาพจิตในเชิงมหภาค และการผลักดันให้เด็กสามารถไปพบจิตแพทย์ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องได้รับคำยินยามจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง  เพราะสังคมจะมองว่า คนที่เข้าไปพบจิตแพทย์  หรือนักจิตบำบัด คือ คนที่เป็นโรคจิต หรือเป็นคนบ้า  ทั้งที่พวกเขาอาจจะเป็นเพียงกลุ่มคนที่ต้องการคำปรึกษา  ไม่ได้มีสภาวะของการหลุดออกจากความเป็นจริง หรือเป็นโรคจิตเภท หรือบ้า  การทำงานกับผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 12 ปี  ย่อมต้องเผชิญปัญหาอย่างมาก ด้วยผู้ใหญ่มักมองว่า เธอยังไม่มีวุฒิภาวะ  หรือมองว่าเธอเป็นเด็ก และไม่ยอมรับความคิดเห็นของเธอและเธอนำประสบการณ์ต่าง ๆ มาเสนอในรูปแบบ Cognitive Behavioral Therapy เพื่อก่อให้เกิดวิชาภูมิคุ้มกันทางอารมณ์


วิชาภูมิคุ้มกันทางอารมณ์  เป็นวิชาที่สอนเรี่องการจัดการระบบความคิด  ให้เราแยกความคิดเป็นส่วน ๆ โดยให้เราจดความคิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไว้  แล้วมาแยกความคิดไหนที่ดี และไม่ดี  เราจะได้รู้ว่าแต่ละวันเราคิดอะไรบ้าง  ส่วนใหญ่ดีหรือไม่ดี  ไปยังขั้นต่อไปที่จะจัดการอย่างไรกับความคิดบางประเภทที่เราไม่ต้องการให้ออกไปจากเรา  เธอได้นำความรู้นี้มาปรับให้เหมาะสมกับการสอนในโรงเรียนไทย  และนักเรียนสามารถเข้าใจและทำตามได้  โดยมี 5 บทสำคัญ คือ


บทรู้จักอารมณ์  เป็นการเข้าใจว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง  ใช้ตุ๊กตาเป็นสื่อการเรียนรู้แทนแต่ละอารมณ์  แล้วให้เด็กลองจดบันทึกว่าในแต่ละวันพวกเขามีอารมณ์อะไรบ้าง  บันทึกประมาณ 1 สัปดาห์ นำมาวิเคราะห์กับครูว่าตนเองมีความสุขมากน้อยเพียงใด
บทแยกความคิด  ให้พวกเขาเขียนว่าแต่ละวันมีความคิดอะไรบ้างใส่กระดาษ  จากนั้นฉีกแต่ละความคิด  เพื่อจะได้มองเห็นว่าในแต่ละวันมีความคิดดีที่ส่งผลดีหรือไม่กับตัวพวกเขาเอง
บทจัดการกับอารมณ์  เป็นการให้ความรู้ในการรับมือกับอารมณ์ตนเอง  ช่วยค้นหาวิธีที่เหมาะสมให้กับแต่ละคน เช่น บางคนที่ชอบโกรธ อาจใช้การนับเลขเพื่อลดอารมณ์โกรธ  แต่บางคนที่เศร้าอาจจะจัดการด้วยการพูดคุยกับคนอื่น ฯ


บทรู้จักโรคที่เกิดขึ้นทางจิตใจ  เป็นการเข้าใจโรคทางจิตใจต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้างทางการแพทย์  เช่น โรคซึมเศร้า  สภาวะ phobia ซึ่งเป็นความกลัว  สภาวะสองขั้ว หรือ bipolar
บทจัดการกับ Bully  ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากในเยาวชน  และเริ่มด้วยการจัดการ cyber bully ด้วยแนวคิด stop block tell คือ หยุดที่ตัวคนถูกกระทำ  และที่น่าสนใจ คือ คนส่วนใหญ่ที่ bully คือ คนที่เคยถูก bully มาก่อน  เป็นความรู้สึกที่ว่าตนเองถูกกระทำ คนอื่นก็ควรถูกกระทำบ้าง  แนวทาง คือ การหยุดตัวเราเองที่จะเข้าไปดูใน cyber จากนั้นหยุดการกระทำของพวกเขา โดยสื่อสารไปถึงครู พ่อแม่  ครูที่สอนวิชานี้จะต้องมีความรู้โดยเฉพาะ  มีหลักสูตรในการสอนครูโดยตรง  ครูควรควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ก่อน  และสังเกตเด็กว่าคนไหนมีอาการซึมเศร้า และพร้อมให้คำปรึกษาพวกเขา  ไม่ใช่การผลักภาระให้ไปคุยกับพ่อแม่  และครูอาจจะช่วยโทรหาแพทย์เพื่อส่งต่อเพื่อรักษา  พ่อแม่ควรเข้าใจปฏิบัติกับลูกได้อย่างเหมาะสม


คนเราโดยทั่วไปมีความสามารถในการจัดการภาวะเครียดได้ในระดับหนึ่ง  แต่ถ้าความเครียดนั้นยาวนาน และรุนแรงมากเกิน ทำให้สมองไม่ได้รับการพัก  จะส่งผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมอง  เช่น การปรับลดเนื้อเยื่อสมอง  และเมื่อเซลสมองถูกทำลายมากเกินไป ก็จะไปกระทบกับความทรงจำ และการคิดตัดสินใจ  สมาธิ  และการควบคุมอารมณ์  นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบฮอร์โมนโดยเฉพาะ cortisol ซึ่งสัมพันธ์กับความเครียด และอาจลามไปสู่ภาวะต่อมหมวกไตล้าซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง และเกิดความดันโลหิตลดลง ผมร่วง น้ำหนักลด เบื่ออาหาร เหนื่อยล้าเรื้อรัง หงุดหงิด กล้ามเนี้ออ่อนแรง ซึมเศร้า ท้องร่วง  สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ลดความเครียดลง อาจหายใจเข้าออกยาว ๆ  นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  อาหารที่เหมาะงดอาหารที่หวานเกินไป หรือการทานขนมหวานมาก  ลดการดื่มกาแฟ หรีอเครื่องดื่มชูกำลัง  อาจเสริมด้วยวิตามินที่ดี และแร่ธาตุบ้าง เช่น วิตามินซี ไนอาซิน แมกนีเซียม ฯ


แต่มีสิ่งที่อยากจะฝากไว้กับผู้ใหญ่ที่อ่านบทความนี้  โดยโปรดเปิดใจ และยอมรับฟังความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนมากขึ้น  การให้เกียรติที่เท่าเทียมกัน  เด็กจะกล้าอย่างเดียวไม่ได้  ผู้ใหญ่ต้องให้พื้นที่  ปัญหาส่วนหนึ่งที่เด็กไม่กล้าออกมาทำงานเพื่อคนอื่น เพราะกรอบความคิดของผู้ใหญ่ที่ตัดสินว่าเด็ก คือ เด็ก ทำให้เด็กไม่กล้าที่จะทำอะไร หรือท้อใจไปเลยรวมถึงเด็กและเยาวชนส่วนหนึ่งที่ด้อยโอกาส  ก็คาดหวังว่าผู้ใหญ่จะให้โอกาสและการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ในการให้เขาได้มีโอกาสหาความต้องการของตนเอง  ความสนใจเป็นพิเศษทั้งในและนอกห้องเรียน  โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก  ให้พวกเขาได้มีโอกาสแสดงออก  บอกความรู้สึก ทำให้เขาก้าวผ่านความกลัว และกล้าออกมาได้  เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่าง  ไม่ได้เหมีอนกันทั้งหมด  หรือการกระจายอำนาจให้กับเด็กบ้างในห้องเรียน  ไม่ใช่เพียงการสื่อสารทางเดียวที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กต้องคิดตาม  เป็นการปิดความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา  หากเราลองปรับใจ เปิดโอกาสให้พวกเขามากขึ้น  อาจจะเป็นการร่วมหารือ  โดยไม่มีถูกหรือผิด  การฟังความคิดเห็นอาจจะช่วยลดอาการซึมเศร้าของพวกเขา  และทำให้พวกเขาเติบโตทางอารมณ์ได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

824 1

บทความที่เกี่ยวข้อง