Sharing

แนวคิดการดูแลตนเองในสงคราม COVID

สงคราม คือ สถานะความขัดแย้งระหว่างหน่วยทางการเมืองที่ดำรงอยู่เป็นอิสระ ที่ใช้ความรุนแรงในการรุกราน การทำลายล้าง และมีอัตราเสียชีวิตในระดับสูง  โดยมากมีการใช้อาวุธ หรือกำลังทหารทั้งที่เป็นแบบทางการและไม่เป็นทางการ  สงครามเป็นสากล เป็นส่วนที่สืบมาแต่บรรพชนของธรรมชาติมนุษย์  หรือเป็นเพียงผลลัพธ์แห่งกรณีสิ่งแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม หรือระบบนิเวศเฉพาะ


ในสงคราม  ก็จะต้องมีข้าศึก  คือ ถ้าไม่มีข้าศึกก็ไม่มีสงคราม  และในสนามรบไม่ได้มีเพียงฝ่ายเราที่เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขสงคราม  แต่สงครามโควิทนี้ ข้าศึกไม่ใช่คนที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า  แต่เป็นไวรัสโคโรนา  ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ข้าศึกไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง และเคลื่อนไหวไม่ได้  มีทั้งการรบที่เป็นรูปแบบ และการรบแบบกองโจร  ซึ่งเราเห็นแล้วจากการที่รบเป็นรูปแบบ คือ การแพร่ระบาดที่ให้เราเห็นแล้วในการระบาดในปี 2563 ทั้งที่เกิดในประเทศจีน  อิหร่าน  สหราชอาณาจักร  สหรัฐ  อิตาลี  และไทย  ซึ่งดูเหมือนในการรบในรูปแบบช่วงแรกเราดูเหมือนจะควบคุมสนามรบได้ระดับหนึ่ง  แต่การสถาปนาชัยชนะ ที่สำคัญ คือ การควบคุมพื้นที่ที่ชนะแล้ว  โดยไม่ให้ข้าศึกเล็ดลอดกลับเข้ามาก่อเหตุได้อีก 


การรบแบบกองโจร  เป็นลักษณะของการแพร่ระบาดผ่านชายแดน  และการระบาดผ่านคนงาน หรือแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศ  และก่อให้เกิดปัญหา หรือระบาดในระลอกที่สอง  รวมถึงการระบาดในระลอกที่สาม  จากการที่เราประมาท  ปล่อยให้เกิดการระบาดจากคนมีรายได้ในเขตสุขุมวิทในย่านการท่องเที่ยว  และก่อให้เกิดการระบาดในชุมชน หรือ คลัสเตอร์ต่าง ๆ ที่เป็นแรงงาน และชุมชนแออัดที่ยากแก่การควบคุม  โดยที่เราไม่ได้ให้ความสนใจกับการเข้าใจหรีอวิเคราะห์ข้าศึก  ในแนวทางการควบคุม ด้วยการใช้มาตรการในการสุ่มตรวจในพื้นที่ต่าง ๆ  และการป้องกันด้วยการใช้วัคซีน

 
รวมถึงการสื่อสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเพื่อลดความตื่นตระหนก  ซึ่งในสงครามการสื่อสาร  การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเป็นทิศทางเดียวกัน  แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน  มีความโปร่งใส  แต่การให้ข้อมูลที่แสดงสถานะ  และสิ่งที่กำลังทำอยู่  โดยให้เป็นจริง  และบอกว่าประชาชนควรจะทำอย่างไร  ส่วนหน่วยรบอยู่นั้นทำอะไรไปแล้วบ้าง  ต้องการการสนับสนุนอะไรจากประชาชนบ้าง  มิใช่เพียงการสั่ง และไม่ได้รับฟังปัญหา รวมถึงหาแนวทางแก้ไขจนเกิดปัญหาการติดเชื้อกว่า 10,000 รายต่อวัน  เสียชีวิตถึงวันละ 100 คน  ซึ่งนับได้ว่าไม่น้อย  นี่ยังไม่รวมถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ตามมาอีกมากมาย  ซึ่งผู้เขียนคงไม่กล่าวอะไรมากไปกว่านี้

 
แต่จะขอเสนอแนวทางการดูแลตนเองในสถานการณ์สงคราม  เพราะหากเป็นสงครามจริง  สิ่งที่เราต้องกระทำ คือ การทำตนเองอย่างไร  ให้มีชีวิตอยู่รอด  และหลังจากนั้น คือ การลดการบาดเจ็บ รวมถึง การลดความสูญเสียอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง


การดำรงตนให้อยู่รอดได้  มี 3 ประการ คือ

1) การระมัดระวังการติดเชื้อที่อาจจะมาได้ในทุกช่องทาง  แต่การระมัดระวังจนเกินกว่าเหตุก็อาจจะก่อให้เกิดความเครียด  ซึ่งหลายคนก็จะกล่าวว่าเราระมัดระวังแล้ว  แต่จะเอาอะไรอีก  เพราะเรายังจำเป็นต้องออกไปทำงาน หารายได้  เราต้องหาอาหารมาเลี้ยงคนในครอบครัว ฯ  ซึ่งแน่นอนหากเป็นสงคราม เราคงต้องแอบเร้นตัวเพื่อไปหาอาหาร  ซึ่งอาจจะได้หรือไม่ได้  แต่วิกฤติครั้งนี้ดีกว่า ที่เราไม่ต้องแอบเร้นตัว  เราสามารถออกไปทำงานได้ระดับหนึ่ง  ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การรักษาความสะอาดส่วนตน  ด้วยการล้างมือด้วยสบู่บ่อย ๆ  การใช้แอลกอฮอล์พ่นมือ  สิ่งของต่าง ๆ ที่เราสัมผัส  การซักเสื้อผ้า และการอาบน้ำหลังจากที่เราออกไปข้างนอก  ที่สำคัญการติดเชี้อโดยมากมาจากการทานอาหารร่วมกัน  ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารร่วมกันกับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง  และหากจำเป็นก็ควรทานเป็นอาหารจานเดียว และรีบทาน หรือแยกทานจะดีกว่า


2) การฉีดวัคซีนป้องกัน  ซึ่งการฉีดวัคซีนก็เสมือนกับเสื้อเกราะกันกระสุน  การมีไว้ย่อมดีกว่าไม่มี  แต่การป้องกันในข้อแรกก็เป็นสิ่งสำคัญกว่า  แต่การเลือกวัคซีนเป็นเรื่องสำคัญ  โดยเฉพาะปัจจุบันการใช้วัคซีน AstraZeneca ฉีด 2 เข็ม ดีกว่าวัคซีนจากจีนแน่นอน  แต่ยังด้อยกว่า mRNA วัคซีนในหลายพันธ์ของโคโรนา  วัคซีนที่น่าสนใจอีกชนิด คือ Novavax ซึ่งเชื่อว่ามีประสิทธิภาพเหนือ mRNA วัคซีน  และยังสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิของตู้เย็นทั่วไปได้


การใช้ Ivermectin ซึ่งเป็นยารักษาปรสิต หรือพยาธิ  นำมาใช้ในบุคลากรทางการแพทย์ของอินเดีย โดยทาน 2 เม็ด เพื่อป้องกัน  สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ 73 % ในเดือนนั้น  แต่การทาน Ivermectin 1 เม็ดร่วมกับ วิตามินซี และ hydrochloroquine เพื่อป้องกันไม่ได้ผล


3) การใช้ยารักษา  ซึ่งเปรียบเสมือนการถูกยิงบาดเจ็บแล้ว  การใช้ยาเบื้องต้นที่น่าสนใจ  และราคาไม่แพง คือ ฟ้าทะลายโจร  โดยทานที่เป็นผง ประมาณ 16-20 เม็ดต่อวัน  ขึ้นกับน้ำหนักตัว  แต่การทานยาเหล่านี้  เมื่อมีอาการแล้วเท่านั้น  โดยถ้าเป็น สายพันธุ์เดลต้า คือ มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอ ฟ้าทะลายโจรไม่เหมาะกับการป้องกัน และทานไม่ควรเกิน 5 วัน  เพราะอาจจะมีอันตรายต่อร่างกายได้  อย่างน้อยก็พิสูจน์แล้วว่าอาการของโรค 
โดยเฉพาะปัญหาที่ปอด และจำนวนเชื้อที่มีลดน้อยลง  นอกจากนี้ 
การทาน Ivermectin ประมาณ 0.2 ม.ก. / ก.ก. ต่อสัปดาห์ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตใน อินเดีย ตุรกี บังคลาเทศ อิหร่าน อิรัก อียิปต์ โดยลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 4 เท่า


อย่างไรก็ตาม ฟ้าทะลายโจรเป็นยาที่มีฤทธิ์เย็น  หากใช้เป็นเวลานาน ๆ อาจจะมีอาการชาตามร่างกาย  แขนขาอ่อนแรง  ท้องอืด ท้องเสีย หรือผื่นแพ้ตามร่างกาย  บางรายอาจจะมีแน่นหน้าอก  ความดันโลหิตต่ำ  ฟ้าทะลายโจรไม่ควรเก็บนานเกิน 1 ปี  และเก็บนานจะมีผลข้างเคียงจาก คลื่นไส้ อาเจียน ขมคอ ถ่ายมาก แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ  และผู้ที่มีโรคตับและไต หัวใจเต้นเร็ว ควรระมัดระวังเพิ่มเติม


สำหรับ Ivermectin มีผลข้างเคียง ได้แก่ อาการปวดท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เวียนศีรษะ ง่วงนอน เหนื่อย  อาจมีนัก และโคมา จากความดันโลหิตต่ำได้  นอกจากนี้อาจมีผลเสียต่อตับ ทำให้เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง ฯ  แต่ถ้าจะเสียชีวิตจาก COVID-19 ยานี้ก็เป็นทางเลือกที่สองรองจากฟ้าทะลายโจร


การป้องกันความเสียหายด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ  สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การศึกษาหาความรู้เรื่องต่าง ๆ เพิ่มเติม และไม่ยุ่งกับข่าวลวงต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง โดยไม่จำเป็น  เช่น เรื่องการฉีดวัคซีน mRNA ควรดูว่าสถาบันนั้น ๆ มีระบบจัดเก็บและส่งมาอย่างไร  เพราะวัคซีนเหล่านี้ต้องเก็บในพื้นที่อุณหภูมิต่ำมาก  ซึ่งคลินิกธรรมดายากที่จะดำเนินการได้  รวมถึงการจัดส่ง  จึงไม่ควรเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ 


การหาความรู้ในการดำรงชีวิตต่อไปอย่างไร  ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง  และเราเองต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง เพี่อรับกับโลกใหม่ที่จะเกิดขึ้น  ทั้งรูปแบบงานในระบบ digital และเรียนรู้เกี่ยวกับ social media เพื่อช่วยในการทำงานของเราต่อไป  ที่สำคัญจะดูและสุขภาพจิตของเราให้เป็นปกติได้อย่างไร  การบริโภคข่าวสารแต่พอดี  การมองโลกตามความเป็นจริง  โดยไม่เสริมความเครียดให้กับตนเองและคนรอบข้าง  การดูแลร่างกายด้วยการออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง  เพื่อรับวิตามินดี  และช่วยให้การนอนหลับของเราเป็นปกติ


เราจะต้องอยู่อย่างไรต่อไปกับโควิทต่อไปในอีกหลายปี  โดยใช้แนวคิดแบบเดียวกับลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์  ให้เราอยู่กับโควิทเหมือนกับการอยู่กับไข้หวัดใหญ่  โดยประกาศมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2021 ให้ความสำคัญกับอัตราการป่วยหนัก  ไม่สนใจการติดเชื้อ  และไม่สนใจให้การติดเชี้อเป็นศูนย์  แต่เราต้องอยู่กับมันให้ได้


เพราะการให้เชี้อเป็นศูนย์นั้นต้องแลกด้วยต้นทุนมากมาย 
Vision วิสัยทัศน์ เป็นการมองว่า  โรคระบาดจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  คล้ายไข้หวัดใหญ่  โรคมือเท้าปากในเด็ก  และไม่เป็นอันตรายถึงการสูญเสียชีวิต ไม่ใช้ทรัพยากรในโรงพยาบาลมากเกินไป  การแกะรอยจะทำน้อยลง  และการตรวจหาเป็นเรื่องปกติ และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  ทำเองที่บ้านได้ เป็น antigen test แต่แม่นไม่เท่า RT-PCR และคนส่วนใหญ่จะต้องฉีดวัคซีน  โดยมีการซื้อเติมทุกปี และมีการปรับเปลี่ยนให้ทันกับโรคที่เปลี่ยนไป
เศรษฐกิจจะเปิด  และโลกที่จะอยู่ในอาคาร จะเปลี่ยนไป  การเน้นการเปิดระบบอากาศให้เปิด หรือถ่ายเทให้ดีเป็นทิศทางใหม่ของโลกในอนาคต  การใส่หน้ากากอาจจะยังจะต้องมีหากอยู่ในพื้นที่แออัดมาก  การทานอาหารข้างนอกได้ โดยเริ่มจาก 2 คน  และหลัง 12 กรกฎาคม จะทานได้ 5 คน 


Strategy  กลยุทธ์  โดยมีการ กำหนดเป็น Test, Trace, Vaccination
Test ต้องมีการตรวจภูมิคุ้มกัน  โดยเฉพาะงานที่เป็น event บางงาน  ซึ่งสำหรับ Sinovac ยังไม่ได้รับการยอมรับ ต้อง test ก่อนเข้าร่วมงาน  แต่กลุ่ม mRNA ไม่ต้องตรวจสอบซ้ำ  มีวิธีการตรวจสอบให้มีความหลากหลาย  โดยลดต้นทุน และง่ายขึ้น  โดยที่ไม่เจ็บ เช่น antigen testing  การดูจากน้ำเสียว่ามีไวรัสอะไรเจือปนไหม  เพื่อหา cluster เพื่อตรวจสอบอย่างรุนแรง  การใช้ Breathonix ซึ่งเป็นการเป่าอากาศเข้าไปเพื่อตรวจหาเชื้อ  ซึ่งจะตรวจที่สนามบิน ชายแดน มีความแม่นยำพอสมควร  การตรวจเพื่อการแยกตัวคน  แต่ต่อไปจะเป็นการตรวจเพื่อใช้ชีวิตตามปกติ  ใช้ในชีวิตประจำวัน


Trace การแกะรอยผู้ติดเชื้อ  โดยเริ่มจาก application และติดตามว่าเราใกล้คนที่ติดเชื้อไหม  จะต้องมีการ scan เวลาเข้าออกตึก  มีการใช้ด้วยการผ่านแล้วตรวจสอบได้โดยไม่ต้อง scan และมี trace together มี Bluetooth จะช่วยบอกให้ทราบการเข้าออก  โดยแจกให้ประชาชนทุกคนฟรี  มีการให้ oximeter เพื่อวัดระดับออกซิเจนทุกบ้าน  เพื่อทราบว่าเราเป็นอย่างไร


Vaccination โดยฉีดให้ได้ 2/3 ของประชากร  โดยฉีดได้กว่า 40 % ของประชากรแล้วในต้นเดือนกรกฎาคม  โดยใช้ mRNA เป็นตัวหลัก  (ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ของเขาก็ฉีด mRNA แล้วยังติดเชื้อเดลต้า)  เน้นที่บุคลากรทางการแพทย์ก่อนเป็นกลุ่มแรก  จากนั้นให้กลุ่มคนที่อายุมากก่อน แล้วค่อยลดลงมา  แล้วเน้นมาสู่เด็กวัยเรียนที่อายุเกิน 12 ปี เพื่อลดความเครียด และคนเหล่านี้เป็นอนาคตของชาติ  โดยฉีดก่อนคนที่อายุ 20-39 ปี
Leader ภาวะผู้นำ  การมีทุนทางด้านความน่าเชื่อถือ จากการที่สัญญาแล้วมักทำได้  ตลอดจนมีปัญญาในการมองทิศทางสำคัญ คือ วัคซีน และกล้าตัดสินใจ รวมถึงตัดสินใจได้ดี  มีการกระจายความเสี่ยง  ทำให้ประชาชนให้ความยอมรับ  และคนสูงอายุยังเชื่อใจนายกรัฐมนตรี  ทำให้มีคนสูงอายุมาฉีดพอสมควร  แต่ก็ยังมีคนกลัวอยู่


ผู้นำมีการสื่อสารต่อประชาชนตลอด  เพื่อให้ทราบว่า สิ่งที่เราให้ทำอะไร  ทำไปเพื่ออะไร  และประชาชนได้ประโยชน์อะไรบ้าง  ตลอดจนมีระดับการสื่อสารในหลายระดับ  โดยรัฐมนตรี 4-5 คน มาช่วยในการสื่อสาร  โดยมีทั้งสาธารณสุข และเศรษฐกิจ ทำงานเป็น task force ซึ่งมาให้รายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติม  จากนั้นยังมีสื่ออื่น ๆ ทั้ง ทางโทรทัศน์ และทาง online

ที่ติดตามเรื่องต่าง ๆ ได้

569 1

บทความที่เกี่ยวข้อง